
วงไอดอล-ศิลปิน จากอาเซียน คลื่นลูกใหม่ที่อาจเป็น คู่แข่งของ K-POP ที่น่าจับตามอง
8 พ.ย. 2026
ถ้าพูดถึงชาร์ตเพลงฮิตในอาเซียน ช่วง 5-10 ปีก่อน ศิลปินหัวแถวที่มักครอบครองอันดับต้น ๆ ก็คงหนีไม่พ้น “K-POP”
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเพลงในอาเซียนเริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อศิลปินท้องถิ่นกำลังขึ้นมาครองพื้นที่บนชาร์ตเพลงในประเทศตัวเองได้มากขึ้น จนกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองของ K-POP
เมื่อศิลปินท้องถิ่นกำลังขึ้นมาครองพื้นที่บนชาร์ตเพลงในประเทศตัวเองได้มากขึ้น จนกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองของ K-POP
คำถามก็คือ แล้วศิลปินท้องถิ่น ใช้กลยุทธ์อะไรในการแย่งพื้นที่คืนจาก K-POP ?
ข้อมูลจาก Soundcharts พบว่า สัดส่วนเพลงของศิลปินไทยบน Spotify Weekly Top 10 เพิ่มขึ้นจาก 71% ในปี 2021 เป็น 76% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
ขณะที่อินโดนีเซีย สัดส่วนเพลงของศิลปินท้องถิ่น ก็เพิ่มจาก 39% เป็น 97% และฟิลิปปินส์ เพิ่มจาก 31% เป็น 81%
สะท้อนให้เห็นว่า คนเริ่มกลับมาซัปพอร์ตศิลปินในประเทศตัวเองกันมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ศิลปินท้องถิ่นในแต่ละประเทศก็เติบโตไปมีชื่อเสียงในระดับสากลด้วย เช่น
- BINI เป็นศิลปินวงเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของฟิลิปปินส์ ที่ได้ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella ในปี 2026
- SB19 วงบอยแบนด์จากฟิลิปปินส์ ที่มีฐานแฟนคลับในต่างประเทศอย่างหนาแน่น
- no na วงเกิร์ลกรุ๊ปมาแรง ของ I-POP หรืออินโดนีเซีย
- SB19 วงบอยแบนด์จากฟิลิปปินส์ ที่มีฐานแฟนคลับในต่างประเทศอย่างหนาแน่น
- no na วงเกิร์ลกรุ๊ปมาแรง ของ I-POP หรืออินโดนีเซีย
ส่วนในประเทศไทย กระแส T-POP ก็เริ่มมีสีสันจากศิลปินหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น BUS, DICE, 4EVE, PROXIE และ PiXXiE ที่มีผลงานและกิจกรรมกับแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ศิลปินท้องถิ่นไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ตลาดในประเทศ แต่กำลังมองหาโอกาสเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย
แล้วกระแส K-POP ยังอยู่ไหม ?
จากข้อมูลพบว่ากระแส K-POP ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ แต่สัดส่วนการฟังในบางตลาดมีแนวโน้มลดลง
ข้อมูลจาก KOFICE ระบุว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยฟังเพลงเกาหลีในรอบปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนการฟังเพลง K-POP เมื่อเทียบกับการฟังเพลงทั้งหมด
ประเทศไทยลดลงจาก 32% เหลือ 29.1%
ประเทศอินโดนีเซียลดลงจาก 39.7% เหลือ 37.6%
ประเทศอินโดนีเซียลดลงจาก 39.7% เหลือ 37.6%
จะเห็นได้ว่า ตลาดเพลงในภูมิภาคกำลังมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะผู้ฟังมีทางเลือกจากศิลปินในประเทศของตัวเองเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน
ทีนี้ถ้าถามว่า ทำไมศิลปินท้องถิ่น ถึงได้รับความนิยมมากขึ้น ?
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของศิลปินท้องถิ่น คือ ความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม
สำหรับ T-POP ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนำเพลงเก่ากลับมาตีความใหม่ให้เข้ากับคนฟังยุคปัจจุบัน เช่น 4EVE กับเพลง “เหงา…เข้าใจ” ที่นำเพลงต้นฉบับของ ปาน ธนพร กลับมาเรียบเรียงใหม่
จนออกมาเป็นสไตล์ของวง พร้อมเพิ่มท่อนแรปและท่าเต้นให้เข้ากับภาพลักษณ์ของเกิร์ลกรุ๊ปรุ่นใหม่
หรือ YOUNGOHM กับเพลง “มอง 2568” ที่นำเพลง “มอง” ของสุรพล สมบัติเจริญ มาต่อยอดในสไตล์ฮิปฮอป
หรือ YOUNGOHM กับเพลง “มอง 2568” ที่นำเพลง “มอง” ของสุรพล สมบัติเจริญ มาต่อยอดในสไตล์ฮิปฮอป
รวมถึง PERSES ที่ได้ร่วมงานกับฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ในเพลง “Free Wifi” ซึ่งผสมกลิ่นอายลูกทุ่งเข้ากับดนตรีพ็อป
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เพลงไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากวัฒนธรรมเดิม แต่สามารถนำสิ่งที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้
นอกจากการสร้างเอกลักษณ์ผ่านดนตรีแล้ว อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ก็เป็นอีกช่องทางที่ช่วยผลักดันให้เพลงไทยเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้างมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “วิมานหนาม” ที่มาพร้อมเพลง “เหมือนวิวาห์ (Rain Wedding)” ของ Jeff Satur ซึ่งมิวสิกวิดีโอมียอดรับชมบน YouTube มากกว่า 100 ล้านครั้ง
ดังนั้น เป้าหมายของวงการเพลงอาเซียน จึงไม่ใช่การเป็น K-POP เวอร์ชันใหม่ แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมเพลงที่แข็งแกร่งด้วยตัวเอง
ความสำเร็จของ K-POP แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาศิลปินอย่างเป็นระบบ การสร้างกลุ่มแฟนคลับ และการทำตลาดในระดับสากล สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มหาศาล
ขณะที่ตอนนี้ ศิลปินท้องถิ่นในอาเซียน ก็กำลังนำองค์ความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง
สิ่งสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างเพลงฮิต แต่คือการต่อยอดความนิยมไปสู่คอนเสิร์ต สินค้าศิลปิน การจัดการลิขสิทธิ์ และการขยายตลาดต่างประเทศ
เพื่อเปลี่ยนกระแสความนิยมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตได้ในระยะยาว
Tag:K-Pop