
AI ช่วยธุรกิจประหยัดเวลาได้แค่ไหน Synology เผย 73% คนทำงานไทยเสียเวลากับเอกสารกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
8 ต.ค. 2026
ซินโนโลจี้ชี้โจทย์ใหม่ของธุรกิจยุค AI ไม่ใช่แค่การมีเครื่องมือ แต่ต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีให้ช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจริง หลังผลสำรวจพบ 86% ขององค์กรไทยเห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI
แต่ 64.4% ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมเผยกรณีศึกษาระบบจัดเก็บข้อมูลที่ช่วยลดเวลาอัปโหลดไฟล์จาก 40 นาทีเหลือ 2 นาที สะท้อนบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามาช่วยทำงานแทนมนุษย์ในหลายขั้นตอน

ตั้งแต่การเขียนเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำงานนำเสนอ ไปจนถึงการสรุปการประชุม คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจอาจไม่ใช่เพียงว่าองค์กรนำ AI มาใช้แล้วหรือยัง แต่คือเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยลดเวลาการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริงมากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะเมื่อผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey พบว่า 73% ของบุคลากรในประเทศไทยใช้เวลากับงานเอกสารที่ต้องทำด้วยตนเองมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สะท้อนโอกาสของการนำ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ เพื่อให้บุคลากรมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่สร้างรายได้ พัฒนาบริการ และสนับสนุนการตัดสินใจขององค์กร
อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความพร้อมของข้อมูล ระบบจัดเก็บ และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
แอนโทนี่ หยาง (Antoine Yang) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Synology กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากการเลือกเครื่องมือไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้ทันต่อการตัดสินใจ
“AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อข้อมูลพร้อม ระบบรองรับการทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วเมื่อเกิดเหตุ ทั้งสามเรื่องต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการนำ AI มาใช้” แอนโทนี่ กล่าว
ผลสำรวจเดียวกันพบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานและการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มีเพียง 31.3% ที่มองว่าเรื่องนี้สำคัญมาก สะท้อนว่าแม้องค์กรส่วนใหญ่จะเห็นความจำเป็นของระบบรองรับ AI แต่ระดับการให้ความสำคัญยังแตกต่างกัน
ขณะที่อุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ยังเป็นเรื่องข้อมูล โดย 64.4% มองว่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง ตามด้วยคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนในการติดตั้งระบบ 33.7%
สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ AI ในวงกว้าง ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน เพราะแม้จะมีระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากระบบจัดเก็บและส่งข้อมูลไม่สามารถรองรับการทำงานได้ทัน ก็อาจทำให้ AI ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นยังทำให้องค์กรต้องบริหารต้นทุนการจัดเก็บควบคู่กับความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล
รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย Synology กล่าวว่า AI มีโอกาสช่วยคืนเวลาให้คนทำงาน โดยเฉพาะงานเอกสารที่ต้องใช้เวลาจำนวนมากในแต่ละสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงเนื้อหา สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์ตารางข้อมูล หรือสรุปการประชุม ซึ่งการนำ AI เข้ามาช่วยสามารถเปิดโอกาสให้บุคลากรนำเวลาไปใช้กับงานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจมากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ AI ของพนักงานยังสร้างความท้าทายเรื่องการควบคุมข้อมูล โดยผลสำรวจพบว่า 34% ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่บังคับใช้มาตรการด้วยระบบทางเทคนิค ขณะที่ 47.1% ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกนำข้อมูลที่ส่งเข้าไปจัดการอย่างไร
“AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป การควบคุมที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้องค์กรขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ” รหัท กล่าว
อีกประเด็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญคือความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ เพราะแม้ 92% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยจะใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถกู้คืนจากการโจมตีเรียกค่าไถ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย
ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ยังมีเพียง 9.5% ที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI และ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม ซึ่งสะท้อนว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ต้องเดินคู่กับการป้องกันความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมในการกู้คืนระบบ
นอกจากนี้ ยังมีเพียง 9.5% ที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI และ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม ซึ่งสะท้อนว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ต้องเดินคู่กับการป้องกันความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมในการกู้คืนระบบ
ซินโนโลจี้จึงเสนอให้องค์กรพัฒนา 3 รากฐานสำคัญควบคู่กัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่ช่วยให้ AI เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันและกู้คืนข้อมูล ที่ช่วยลดระยะเวลาหยุดชะงักของธุรกิจ และ การนำ AI มาใช้ในการทำงานภายใต้การกำกับดูแลข้อมูล เพื่อให้บุคลากรสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ภายในงาน Synology Press Event 2026 บริษัทได้นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว โดย Synology Office Suite ช่วยให้พนักงานใช้ AI ปรับแก้เอกสาร สร้างเนื้อหาสำหรับงานนำเสนอ และค้นหาสูตรสำหรับตารางคำนวณบนระบบภายในองค์กร ขณะที่ DSM Agent ช่วยทีมไอทีวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาระบบด้วยคำถามภาษาพูด ภายใต้การควบคุมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลตามที่องค์กรกำหนด
ส่วน PAS7700 เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงสำหรับงานสำคัญขององค์กร ช่วยลดข้อจำกัดในการส่งข้อมูลระหว่างระบบจัดเก็บและระบบประมวลผล ขณะที่ ActiveProtect ช่วยบริหารการสำรองและกู้คืนข้อมูลจากศูนย์กลาง พร้อมความสามารถป้องกันข้อมูลสำรองไม่ให้ถูกแก้ไข และทางเลือกในการแยกข้อมูลสำรองออกจากระบบหลักเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อประสิทธิภาพการทำงาน คือ Ethos Media Production ซึ่งนำ PAS7700 มาใช้เป็นศูนย์กลางจัดเก็บไฟล์ความจุ 70 เทราไบต์ รองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 15 คน และสามารถลดเวลาอัปโหลดวิดีโอขนาด 100 กิกะไบต์ จากประมาณ 40 นาที เหลือเพียง 2 นาที ช่วยให้ทีมงานลดเวลารอระบบและมีเวลาสำหรับการผลิตงานมากขึ้น
ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นจากการนำ AI มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระบบและเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ช่วยให้คนทำงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวนมากและต้องส่งมอบงานภายในเวลาที่กำหนด
แอนโทนี่กล่าวว่า “ธุรกิจไทยจะขยาย AI ได้อย่างมั่นใจ เมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง รากฐานเหล่านี้ช่วยให้องค์กรเดินหน้าตามความพร้อม พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้”
สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การนำ AI มาใช้จึงไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนเครื่องมือที่นำเข้ามาในองค์กร แต่ควรมองไปถึงเวลาทำงานที่ลดลง ความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนเทคโนโลยี
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำคัญของ AI ไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์กรมีเทคโนโลยีมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่