
เมย์แบงก์ถอดรหัสหุ้นไทยไตรมาส 4 เมื่ออัพไซต์ตลาดเริ่มจำกัด เกมลงทุนอยู่ที่การเลือกหุ้น ค้นหา “หุ้นเด่น” โค้งสุดท้ายของปี
30 ก.ย. 2026
ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 ยังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และ Bond Yield ที่ทรงตัวในระดับสูง ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะผลักดันตลาดให้เกิดการ Re-rating อย่างชัดเจน ทำให้การลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีอาจไม่ใช่จังหวะของการ “ซื้อทั้งตลาด” แต่เป็นช่วงที่การเลือก Sector และหุ้นรายตัวมีความสำคัญมากขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จึงระดมมุมมองจากทีมนักวิเคราะห์ นำโดย จักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ เจษฎา เตชะหัสดิน นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน และ บุณยกร อมรสังข์ นักวิเคราะห์กลุ่มบริการ ผ่านสัมมนาออนไลน์ “เจาะรหัสหุ้นไทย ไตรมาส 4: Finding the Next Winners” เพื่อประเมินทิศทางตลาด ปัจจัยที่ต้องจับตา และค้นหาหุ้นที่ยังมีศักยภาพเติบโตท่ามกลางตลาดที่ Upside เริ่มจำกัด
ภาพใหญ่ตลาดไทย: Upside ยังมี แต่ไม่ได้เปิดกว้างทั้งตลาด
เมย์แบงก์ปรับเป้าหมาย SET Index ปี 2026 ขึ้นเป็น 1,590 จุด จากเดิม 1,550 จุด แต่ยังคงมุมมอง Neutral เนื่องจากอัพไซต์ของตลาดโดยรวมไม่สูงมากนัก ขณะที่แรงสนับสนุนด้านกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังไม่ได้กระจายตัวอย่างกว้างขวาง แม้ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดจะเห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้นในบางส่วน แต่การปรับเพิ่มยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานเป็นหลัก จึงยังต้องติดตามว่ากำไรของบริษัทในกลุ่มอื่นจะสามารถฟื้นตัวตามได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงความเสี่ยงประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์โดยรวมอาจถูกปรับลดลง หากปัจจัยพื้นฐานไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในหลายประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเมื่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำให้ผลตอบแทนในระดับสูง หุ้นจึงจำเป็นต้องมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรหรือปัจจัยหนุนที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อรองรับระดับราคาหุ้น
ด้านเศรษฐกิจไทย เมย์แบงก์คาด GDP จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026 และ 2.7% ในปี 2027 โดยยังมีแรงสนับสนุนจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตดังกล่าวยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่ขีดความสามารถทางการคลังของภาครัฐลดลงจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทำให้ข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือการลงทุนใน Data Center ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา หากการทบทวนกฎเกณฑ์หรือขั้นตอนอนุมัติมีความเข้มงวดมากขึ้น อาจทำให้บางโครงการชะลอการลงทุน และส่งผลต่อธีมการลงทุนที่ตลาดเคยให้มูลค่าสูงไปก่อนหน้านี้
ภายใต้บริบทดังกล่าว เมย์แบงก์มองว่า กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4 ควรเน้นการปรับน้ำหนักการลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมและการคัดเลือกหุ้นรายตัว มากกว่าการลงทุนตามทิศทางของดัชนี SET โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการชัดเจน มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว และราคาหุ้นยังสะท้อนปัจจัยบวกไม่เต็มที่ พร้อมคัด 3 กลุ่มเด่นและหุ้นที่น่าจับตาในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค : Valuation เริ่มกลับมาน่าสนใจ
หลังราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวต่ำกว่าตลาดต่อเนื่องหลายปี เมย์แบงก์มองว่าปัจจัยลบจำนวนมากถูกสะท้อนในราคาแล้ว ขณะที่บางบริษัทยังมีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและสามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง TIDLOR เด่นจากการขยายส่วนแบ่งตลาดและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งมีเบี้ยประกันเติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ขณะที่ NPL อยู่ที่ประมาณ 1.5% และมี Coverage Ratio ราว 3 เท่า KTC ยังแข็งแกร่งจากฐานธุรกิจบัตรเครดิต ส่วนแบ่งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.4% มี ROA ประมาณ 8% และ D/E ราว 1.3 เท่า พร้อมแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและ Dividend Payout ที่เพิ่มขึ้นเป็น 55% MTC มีจุดแข็งจากพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่มีวงเงินต่อรายไม่สูง ช่วยให้บริหารการติดตามหนี้และควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี
ท่องเที่ยวและขนส่ง: การฟื้นตัวของกำไรยังมีแรงส่งต่อเนื่อง
กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่งยังมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดระยะใกล้ การปรับขึ้นของราคาห้องพัก รวมถึงการกลับมาของตลาด MICE โดย AWC ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ MICE และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ Land Bank สนับสนุนการขยายพอร์ตระยะยาว AOT มี Catalyst จากการปรับค่าบริการด้านการบิน โดยเมย์แบงก์ประเมินกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้ามีโอกาสเติบโตเฉลี่ยประมาณ 25% ต่อปี และคาด ROE ปี 2027 ราว 18% BA ยังได้แรงหนุนจากความต้องการเดินทางไปสมุยที่แข็งแกร่ง พร้อมจุดเด่นด้านเงินปันผล MINT เดินหน้าสู่ Asset-light Model มากขึ้น และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกิจบริหารโรงแรมเป็น 50% ภายในปี 2028 ช่วยให้ขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยลง
กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล: รายได้มีความมั่นคง พร้อมปัจจัยหนุนเฉพาะตัว
BH ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง และยังมีลักษณะธุรกิจ Defensive ในภาวะตลาดผันผวน CHG มี Catalyst จากโอกาสปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้โรงพยาบาล ซึ่งหากมีความชัดเจนช่วงปลายปีจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ
3 กลุ่มที่ยังต้องเพิ่มความระมัดระวัง
เมย์แบงก์แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังต่อ กลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคถูกปรับมุมมองจาก Positive เป็น Neutral หลังราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังเรื่อง PDP และ Data Center ไปมากแล้ว ขณะที่การลงทุนจริงยังต้องใช้เวลา ด้าน Petrochemicals ยังเผชิญความเสี่ยงจาก Supply ใหม่และการฟื้นตัวของ Product Spread ที่ยังไม่ชัดเจน ส่วน Retail ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ และมีความเสี่ยงหากแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐลดลง
เฟ้นหาหุ้นเด่นรอบใหม่: ตลาดยังมีโอกาส แต่ต้องเลือกให้แม่นยำกว่าเดิม
เมย์แบงก์มองว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังมีโอกาสลงทุน แต่การเลือกหุ้นจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยควรพิจารณาทั้งแนวโน้มการเติบโตของกำไรและระดับราคาหุ้นที่สะท้อนปัจจัยบวกไปแล้ว โอกาสยังคงอยู่ในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว และระดับมูลค่าหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ ขณะที่การบริหารความเสี่ยงและการกระจายน้ำหนักการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดพอร์ตในภาวะที่ตลาดมีโอกาสปรับขึ้นในวงจำกัด
นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลและบทวิเคราะห์จากทีมนักวิเคราะห์เมย์แบงก์ รวมถึงนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนพอร์ตการลงทุนผ่านแอป Maybank Invest (MBI) ได้อย่างต่อเนื่อง
Tag:เมย์แบงก์