รู้จัก PrimalPUSH กลยุทธ์การตลาด ผสานพลัง Creative & Performance ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต

รู้จัก PrimalPUSH กลยุทธ์การตลาด ผสานพลัง Creative & Performance ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต

31 มี.ค. 2025
ก่อนเริ่มอ่านโพสต์นี้ อยากชวนทุกคนตั้งคำถามกันก่อนว่า ถ้าพูดถึงคำว่า “การตลาด” สิ่งที่ตามมาคู่กัน คืออะไร ? ระหว่างคำว่า Creative หรือคำว่า Performance
Creative คือความคิดสร้างสรรค์ ในเชิงการตลาดก็คงเป็นการสร้างแบรนด์ ให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในท้องตลาด นำเสนอความแปลกใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
หรือคำว่า Performance ที่ให้ความสำคัญกับการ “วัดผลลัพธ์” ปลายทาง ที่ได้จากการทำการตลาด ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ๆ เช่น Awareness, Engagement, Conversion หรือ Return on Investment (ROI)
แต่ไม่ว่าจะนึกคำใด จริง ๆ แล้ว เราคงไม่สามารถแยกทั้งสองคำนี้ออกจากกันได้ เพราะปลายทางสุดท้ายของการทำการตลาด ต้องมีทั้งความ Creative ที่เป็นแม่เหล็กช่วยดึงดูดลูกค้า
และ Performance ที่ได้จากการวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการสร้างยอดขาย ที่ช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตอย่างมั่นคง ในยุคที่ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา
คำถามคือ แล้วแบรนด์ต้องวางกลยุทธ์อย่างไร จึงจะสามารถทำการตลาด ที่ได้ทั้งความ Creative และ Performance ไปพร้อมกัน ?
เรื่องนี้ คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่า Primal ดิจิทัลเอเจนซีชั้นนำ ที่เข้ามาดิสรัปต์และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ และเป็นเจ้าของกลยุทธ์ PrimalPUSH ซึ่งเป็นแนวคิดการทำการตลาดรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แล้ว PrimalPUSH มีความน่าสนใจอย่างไร เราจะไปเจาะลึกพร้อม ๆ กันในบทความนี้..
PrimalPUSH เป็นกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ ที่พัฒนาขึ้นโดย Primal มุ่งเน้นไปที่การผสานแนวคิดการตลาดหลาย ๆ รูปแบบ รวมกันไว้ในกลยุทธ์เดียว ทั้งในด้าน Performance, Storytelling และ SCXO (Search Conversion Experience Optimisation)
ทำให้ PrimalPUSH เป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีความโดดเด่น เพราะมีความสามารถในการ PUSH หรือผลักดันศักยภาพของแบรนด์ ให้เติบโตได้มากกว่าการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบดั้งเดิม
เพราะกลยุทธ์ PrimalPUSH จะทำให้แบรนด์สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ที่มีได้อย่างเต็มที่ จากแนวทางการทำการตลาด ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นองค์รวม มากกว่าจะแยกความ Creative และ Performance ออกจากกัน
ทำให้แคมเปญการตลาดของแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ PrimalPUSH มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
โดยกลยุทธ์ PrimalPUSH มีทั้งหมด 4 องค์ประกอบ คือ
1. P : Performance ทำการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
องค์ประกอบแรกของ PrimalPUSH คือ การทำให้แบรนด์สามารถใช้แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลให้เกิดประสิทธิภาพ (Performance) สูงสุด ผ่านการเลือกใช้สื่อและโฆษณาที่มีความเหมาะสม
นอกจากนี้ อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือการที่กลยุทธ์ PrimalPUSH ให้ความสำคัญกับการวัดผล โดยใช้ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง เช่น Reach, Impression, Engagement, Conversion และ Return on Investment (ROI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
โดยที่ PrimalPUSH ไม่ได้ทำเพียงแค่วัดผลโดยใช้ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ แต่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากตัวชี้วัดเหล่านี้ เพื่อค้นหาแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจนั้นเติบโต
2. U : Understand เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค
องค์ประกอบถัดมาของกลยุทธ์ PrimalPUSH คือ การทำความเข้าใจองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อการทำการตลาด คือ
- ทำความเข้าใจในตัวแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
เพื่อทำการตลาดให้เหมาะสมกับธรรมชาติ หรือ DNA ของแบรนด์
- ลูกค้า
เพื่อเข้าใจพฤติกรรม ความชอบ เทรนด์ และอินไซต์สำคัญ ๆ
- อุตสาหกรรม
เพื่อเข้าใจภาพรวมของตลาดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
โดยการทำความเข้าใจทั้ง 3 องค์ประกอบสำคัญ จะทำให้ Primal สามารถออกแบบกลยุทธ์การตลาด ให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสที่แคมเปญการตลาดจะประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการ
3. S : Storytelling เล่าเรื่องแบรนด์ด้วยเรื่องราวที่จับต้องได้
เป็นแนวคิดการสร้าง “เรื่องราว” ของแบรนด์ ทำให้แบรนด์มีความหมายในมุมมองของผู้บริโภค ด้วยการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ที่สร้างอารมณ์ร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยง จนกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้า
4. H : Holistic Approach คิดแบบองค์รวม ปรับตัวอย่างรวดเร็ว
องค์ประกอบสุดท้ายของ PrimalPUSH เป็นแนวคิดการตลาด ที่ให้ความสำคัญกับภาพรวมของตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกช่องทาง แบบ Holistic Approach
ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ หรือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งในการทำการตลาด แต่ให้ความสำคัญกับทุก ๆ กลยุทธ์ และแนวคิดเป็นภาพรวม
เป็นการสร้าง Ecosystem ทางการตลาด ที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงมีการใช้กลยุทธ์อื่น ๆ มาผสมผสาน เช่น การใช้กลยุทธ์ SCXO (Search Conversion Experience Optimisation) ที่ต่อยอดมาจากการทำ SEO แบบดั้งเดิม ที่ให้ความสำคัญกับยอดขาย มากกว่า Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
หรืออย่างการผสานพลังระหว่าง Performance Marketing และความ Creative เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางการตลาด และการเติบโตทางธุรกิจแบบองค์รวม
เมื่ออ่านมาจนถึงจุดนี้ เราน่าจะรู้กันแล้วว่าทำไมการตลาด จึงไม่สามารถแยกเรื่อง Creative และ Performance ออกจากกันได้อย่างชัดเจน หรือเลือกให้ความสำคัญเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เพราะอาจทำให้แบรนด์เสียโอกาสในการเข้าถึง และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
ซึ่งกลยุทธ์ PrimalPUSH ของ Primal จะช่วยทำให้แบรนด์สามารถทำการตลาด ที่ตอบสนองความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
ด้วยการพัฒนาแคมเปญการตลาดที่ได้ผลลัพธ์ดี ทำให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์ร่วม และรู้สึกอินไปกับแบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน
แบรนด์หรือธุรกิจ ที่ต้องการทำการตลาดในรูปแบบนี้ PrimalPUSH ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม
ที่สำคัญคือ Primal เป็นดิจิทัลเอเจนซีรายแรก ที่พัฒนาคิดค้นกลยุทธ์การตลาดนี้ขึ้นมา และนำไปใช้กับแบรนด์ หรือธุรกิจของพาร์ตเนอร์ ให้สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการตลาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแบรนด์หรือธุรกิจที่สนใจกลยุทธ์การตลาด PrimalPUSH สามารถปรึกษา Primal ได้ตั้งแต่วันนี้
เพื่อเริ่มแคมเปญการตลาด ที่ขับเคลื่อนให้แบรนด์หรือธุรกิจเติบโต ได้อย่างก้าวกระโดด
#Primal
#PrimalPUSH
#การตลาด
#กลยุทธ์การตลาด
_______________________
อ้างอิง :
- ข้อมูลจาก Primal
Tag:Primal
© 2025 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.